1.     ต้องมีพื้นฐานมั้ย

-ไม่จำเป็นครับเพราะว่า มหาวิทยาลัยที่ประเทศจีนเปิดสอนภาษาแทบจะทุกที่ หรือ ทุกที่เลยก็ว่าได้ ที่คนที่ไม่เคยเรียน พูดไม่ได้ อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น เรียนได้แน่นอน

2.     ถ้าภาษาจีนไม่ได้เลยย ภาษาอังกฤษก็ไม่ดี เรียนได้หรือไม่

- ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนคือ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษครับ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อน ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะไม่เข้าใจ เพราะทางมหาวิทยาลัยทุกแห่ง มีวิธีการสอนที่จะทำให้คุณเข้าใจได้ง่าย เช่น การใช้ภาษาท่าทาง รูปภาพหรือสื่อการสอนอื่นๆ ซึ่งจะทำให้คุณจดจำได้รวดเร็ว พร้อมกับได้สำเนียงการออกเสียงที่ถูกต้องด้วย

3.     เรียนเมืองไหนดี

-ข้อนี้เป็นคำถามที่ทุกคนต้องถามอยู่แล้วเพราะว่าการเลือกเมืองนั้นสำคัญมาก ดังนั้นเราควรจะเลือกเมืองที่เหมาะกับสไตล์ของเรา โดยที่ประเทศจีนนั้นมีเมืองทุกรูปแบบให้เราเลือกแน่นอนเช่น เมืองใหญ่ที่เจริญมากแล้ว เมืองท่องเที่ยว เมืองธรรมชาติ เมืองติดริมทะเล หรือแม้กระทั่งเมืองที่อากาศหนาวมีหิมะตกซึ่งสำหรับคนที่มีโอกาสหรือเวลาก็สามารถลองไปเที่ยวที่เมืองจีนก่อนได้ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นจุดเด่นของเมืองต่างๆก่อนที่จะตัดสินฝจเลือกเมืองนั่นเอง。  

  >> เรียนต่อจีนที่ไหนดี


4.     ค่ากินเดือนละเท่าไร

-อันนี้จะไม่สามารถการันตีได้ครับว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ เพราะแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ค่าครองชีพแต่ละเมืองก็จะไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างเซียงไฮ้ ปักกิ่ง หรือกวางโจว ก็จะอยู่ที่10,000 บาทหรือน้อยกว่านั้นไม่เกินนี้ ถ้าไม่ซื้อของออนไลน์ทุกอาทิตย์หรือไปกินข้าวตามร้านอาหารแพงๆบ่อย。  >> เรียนต่อจีน ค่าใช้จ่ายเท่าไร

5.     ค่าเดินทางแพงมั้ย

-สำหรับคนที่พักอยู่หอในของมหาวิทยาลัยนั้นจะสามารถประหยัดค่าเดินทางได้ค่อนข้างเยอะเลยเพราะว่าส่วนใหญ่หอในของมหาวิทยาลัยนั้นจะใช้เวลาเดินทางไปยังตึกเรียนแค่ประมาณ 10 นาทีโดยการเดินส่วนการเดินทางข้างนอกที่จีนก็จะมีให้เลือกหลายทางเลยมีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินรถเมล์จักรยานเช่าแทกซี่ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้วนั้นทุกวิธีจะค่อนข้างถูก ยกเว้นแค่แทกซี่เท่านั้นซึ่งตามเมืองใหญ่ๆนั้นเราสามารถนั่งรถไฟฟ้าไปได้แทบทุกสถานที่เลยส่วนเรื่องราคานั้นในแต่ละเมืองก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป รถเมล์ปกติจะอยู่ที่ 2 หยวนต่อเที่ยว รถไฟฟ้าใต้ดิน 4 หยวนต่อเที่ยว ส่วนจักรยานเช่าจะราคาเท่ากันทั่วประเทศคือ 1 หยวนต่อชั่วโมง และแทกซี่ที่เริ่มต้นตั้งแต่  8-14 หยวนขึ้นอยู่กับเมืองต่างๆ

6.     เรียนในห้องเป็นอย่างไร

-การเรียนที่จีนนั้นส่วนใหญ่จะเรียนไม่มาก อยู่ที่ประมาณวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน โดยการเรียนในห้องก็จะมีท่องศัพท์ สอบศัพท์ หรือฝึกพูด ซึ่งวิธีการสอนก็แล้วแต่บุคคล แล้วแต่สถาบันครับ ส่วนช่วงบ่ายนั้นในบางมหาวิทยาลัยก็จะมีการเปิดสอบกิจกรรมต่างๆ เช่น HSK เขียนพู่กัน กีฬา เป็นต้น

7.     หอพักดีมั้ย

-อันนี้ก็แล้วแต่มหาวิทยาลัยอีกเหมือนกันว่าจะมีแบบไหน ส่วนใหญ่จะมีห้องคู่ ห้องเดี่ยว หรือบางมหาวิทยาลัยก็มีห้องที่นอน3คน 3 เตียง ซึ่งส่วนใหญ่คนจะเลือกที่จะอยู่ห้องคู่ที่มีรูมเมท เพราะว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้พอสมควรรวมถึงได้เพื่อนใหม่อีกด้วยแต่ปัญหาเรื่องรูมเมทนั้นก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยเพราะว่าถ้าเราเลือกรูมเมทเป็นคนต่างประเทศนั้น วัฒนธรรมของเขาอาจจะต่างกับวัฒนธรรมไทยมากจนทำให้เกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกันได้ อย่างเช่นไม่ล้างห้องน้ำใส่รองเท้าขึ้นเตียงหรือแม้แต่สูบบุหรี่ในห้องดังนั้นการเลือกรูมเมทจึงเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันสำหรับการใช้ชีวิตที่ประเทศจีน

 

8.     จะได้เพื่อนใหม่มั้ย

-  ได้แน่นอน อย่างน้อยก็เพื่อนในห้อง แต่แนะนำให้เข้าหาเข้าก่อน กล้าที่จะคุยกับเพื่อนต่างชาติ เพราะจากประสบการณ์ของหลายๆคน บางทีเขาก็อยากเป็นเพื่อนกับเราแต่เขาอาจจะไม่กล้าา ดังนั้นการที่เราทักก่อนนั้นจะช่วยให้เรามีความมั้นใจขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน รวมไปถึงเป็นการฝึกภาษาไปในตัวอีกด้วยและยังแนะนำให้คุยกับเพื่อนคนต่างชาติเป็นหลักไม่ใช่ทุกวันอยู่กับแต่กลุ่มคนไทย เพราะว่าไม่ฉะนั้นภาษาจีนเราจะไม่มีการพัฒนาแน่นอน

9.     อากาศเป็นอย่างไร

-ประเทศจีนเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ดังนั้นอากาศของแต่ละมืองย่อมที่จะแตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกเมืองที่จะไปเรียนต่อนั้น เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องสภาพอากาศด้วย อย่างเช่น คนที่ชอบอากาศหนาวๆแบบหิมะตกก็สามารถเลือกไปเมืองในตอนเหนือฮาร์บิ้นจี๋หลิน หรือแม้กระทั่งปักกิ่งได้ ส่วนคนที่ชอบอากาศหนาวน้อยลงมาก็สามารถเลือกเมืองทางตะวันออกอย่าง หนานจิงเซี่ยงไฮ้หรือหางโจว สำหรับคนที่ชอบอากาศที่คล้ายกับประเทศไทยนั้นก็ต้องเลือกเมืองในตอนใต้อย่างกวางโจวหรือเซินเจิ้น

10.อาหารเป็นอย่างไร

-อาหารแน่นอนว่าเป็นปัญหาหลักของนักศึกษาทุกคนที่เลือกไปเรียนต่อที่จีนเพราะว่าหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชินกับรสชาติของอาหารจีน แต่การที่เราอยู๋ที่ประเทศจีนนั้น เราจำเป็นที่จะต้องกินอาหารท้องถิ่นตามเมืองให้ได้เพื่อเป็นการเข้าถึงวัฒนธรรมของจีนได้อีกด้วยซึ่งตามเมืองใหญ่ๆนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีร้านอาหารต่างประเทศค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงร้านอาหารไทยส่วนนักเรียนบางส่วนก็จะเลือกที่ทำอาหารเอง ซึ่งการทำอาหารเองนั้นก็จะเป็นการ่วยประหยัดค่าใช้จ่ายตัวเองได้เหมือนกันอีกด้วยแต่สำหรับคนที่ชอบลองกินอาหารแปลกๆใหม่ๆนั้นรับรองว่าประเทศจีนจะเป็นสวรรค์ของคุณอย่างแน่นอน

11.เสื้อผ้า

-เนื่องจากที่ประเทศจีนนั้นมีถึง 4 ฤดู ดังนั้นการขนเสื้อผ้าไปเยอะๆจึงเป็นไอเดียที่ไม่ค่อยแนะนำ เนื่องจากที่ประเทศจีนนั้นคนส่วนใหญ่จะเน้นซื้อเสื้อผ้ากันทางออนไลน์ ซึ่งมีราคาถูกและมีให้เลือกหลายแบบมากเว็บไซต์ที่แนะนำก็จะมี TAOBAO,TMALL เป็นต้นรับรองว่ามีเสื้อผ้าที่คุณอยากได้อยู๋แน่นอน

12.การเที่ยวในจีน

-การเที่ยวที่ประเทศจีนนั้นนับว่าค่อนข้างสะดวกมาก เพราะประเทศจีนตอนนี้ถือว่าเจริญสุดๆในเรื่องของการคมนาคมและการเดินทางไปยังเมืองต่างๆนั้นเราสามารถเลือกที่จะนั่งรถไฟความเร็วสูงหรือเครื่องบินได้โดยที่ตามสถานีรถไฟและสนามบินจะมีภาษาอังกฤษอยู๋ด้วย ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทางและประเทศจีนนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เยอะมากอยู่แล้วทำให้นักเรียนจะมีที่ไปไม่ซ้ำกันเลยในทุกปี

13.ในระหว่างที่เรียน สามารถทำงานพิเศษได้หรือไม่

-นักศึกษาต่างชาติในประเทศจีนส่วนใหญ่จะไม่ทำงานกัน เนื่องจากว่าค่าแรงที่ได้นั้นน้อยมาก การทำงานพิเศษนั้น นักเรียนอาจจะหางานไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะถ้าความสามารถทางภาษาจีนยังไม่เพียงพอ และอาจมีผลกระทบต่อการเรียน จึงไม่ควรหวังว่าจะใช้ชีวิตในประเทศจีนได้ โดยพึ่งเงินจากการทำงานพิเศษ

 

14.ต้องมีการเตรียมตัวด้านไหนบ้างก่อนไป 

-ควรมีพื้นฐานการเรียนภาษาจีนไปก่อนระดับหนึ่ง เพราะทำให้ง่ายต่อการปรับตัว และการสื่อสาร นอกจากนี้ก็เป็นการเตรียมตัวความพร้อมในตัวเอง เช่น เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม ยาที่ต้องใช้ประจำ ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์การเรียน พจนานุกรมจีน-ไทย หรือ ไทย-จีน เป็นต้น

15.มหาวิทยาลัยจีนเปิด - ปิดรับสมัคร และเปิดเรียนช่วงไหน

-มหาวิทยาลัยจีนส่วนมากจะเปิดเรียน 2 ช่วงคือ ต้นเดือนมีนาคม และต้นเดือนกันยายน ของทุกปีกำหนดยื่นใบสมัครก่อนเปิดเรียน อย่างน้อย 3 เดือน
( 1 ภาคการศึกษา ประมาณ 18-20 สัปดาห์ , 2 ภาคการศึกษา เท่ากับ 1 ปี )

16.การสอบ HSK คืออะไร

-การสอบ HSK หรือ Hanyu Shuiping Kaoshi คือ การสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนมาตรฐานที่จัดขึ้น สำหรับ ชาวต่างชาติ ชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึง ชนกลุ่มน้อยในประเทศจีน ซึ่งการสอบ HSK ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์คล้ายกับการสอบ TOEFL ในภาษาอังกฤษ。 HSK เริ่มใช้ภายในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 1985 ถึงปัจจุบัน HSK เริ่มมีการสอบที่ต่างประเทศ ประเทศแรกที่มีการสอบ ได้แก่ สิงคโปร์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน มิถุนายน ปี ค.ศ. 1991 ต่อมา ออสเตรเลียและญี่ปุ่น หลังจากนั้นแคนาดา เกาหลีใต้ ฮ่องกง อเมริกา เยอรมัน อิตาลี่ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ก็เริ่มมีการสอบ HSK อย่างแพร่หลาย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมการสอบ HSK กันอย่างมากมาย และเป็นการกระตุ้น การเรียนการสอนภาษาจีน เป็นอันมากทีเดียว HSK ค่อยๆ ได้รับการยกย่องว่า เป็นการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือมากที่สุด。